Saturday, December 19, 2009

AVATAR (December 2009) ไปดูมาแล้ว…สุดยอดหนังไซไฟแฟนตาซีที่ดีที่สุดของโลก!

วันที่ 19 ธันวาคม ผมไปชมภาพยนต์เรื่อง AVATAR ที่โรงฯ ระบบ 3D มาครับ เซ็นทรัลบางนา

AVATAR หรือชื่อไทยคือ อวตาร เล่าเรื่องของ เจค นาวิกโยธินพิการที่ขาสองข้าง อาสาไปดาวแพนโดราเพื่อสวม”ร่าง”ที่สร้างขึ้นมาจาก ดีเอ็นเอของชนเผ่าNa’vi (เผ่าพื้นเมืองที่อยู่บนดาวแพนโดรา) นำมารวมกับมนุษย์ และสิ่งที่ค้นพบในที่สุดไม่ใช่ความโหดร้ายของพวกต่างดาวพวกนั้น แต่เป็นมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งจิตใจเต็มไปด้วยการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงว่าจะใช้วิธีไหนเพื่อให้ ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ

โดยสรุป ถ้าจะให้เล่าเรื่องอวตาร แบบสั้นๆ จริงๆแล้ว plot เรื่องนี้ไม่มีอะไรมากครับ “มนุษย์ไปดาวแพนโดราเพื่อเอาแร่ที่มีมูลค่าสูง แต่ต้องฆ่ามนุษย์ต่างดาวหรือพวก Na’vi ซะก่อนจึงจะแร่มา สงครามระหว่างมนุษย์กับชาวพื้นเมืองจึงเกิดขึ้น”

สาเหตุที่คุณต้องดูเรื่อง AVATAR

1 เจม คาเมรอน … ชื่อนี้การันตีความสนุก จากเครดิตเก่าๆคือเรื่อง TITANIC, เอเลี่ยน, คนเหล็ก การกลับมาหลังจากหายไป 12 ปีคือความมหัศจรรย์
2 เทคนิคพิเศษที่จะตรึงสายตาคุณไว้ตลอด 3 ชั่วโมง จนคุณแยกไม่ออกว่าฉากไหนเป็นภาพจริง ฉากไหนเป็นภาพที่เกิดจากคอมพิวเตอร์
3 การเล่าเรื่องที่มีจังหวะ ได้อารมณ์
4 บทพูด บทสนทนาที่คม เฉียบขาดกว่าหนังไซไฟดาดๆทั่วไป
5 ตัวละคร CG แสดงสีหน้าได้สมจริงมากๆ ทำให้คนดูเกิดอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์ในเรื่อง
6 ดนตรีประกอบที่ยิ่งใหญ่ สอดใส่เข้ามาถูกจังหวะในแต่ละเหตุการณ์หรือฉาก
7 สิ่งละอันพันละน้อย (สัตว์กับพืชต่างดาวบนดาวแพนโดร่า) ที่ถูกคิดขึ้นมา จนเราอดทึ่งไม่ได้ว่าคิดได้ยังไง
8 เหตุการณ์ในเรื่องเกิดเมืิ่อปี คศ. 2154 … ข้อมูลนี้ผมดูจากวันเวลาบนจอมอนิเตอร์ video log ของพระเอกครับ
9 ฉากสู้รบกลางอากาศที่เห็นแล้วทึ่งสุดๆ เพราะนำเอาตัวละคร ทั้งสัตว์ ยานรบ มาโรมรันพันตูกัน
10 ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา จะโค่นยังไง?
11 ไอเดียการคิดร่างกายของชนเผ่านาวีให้สูงใหญ่กว่ามนุษย์
12 การแสดงที่สุดยอดของนักแสดงนำทั้ง แซม เวิร์ทธิงตัน,โซ ซัลดาน่า,ซิกอร์นี่ย์ วีเวอร์,สตีเฟ่น แลงก์ (คนนี้เล่นเป็นหัวหน้าทหารได้เลวถึงใจมาก)

ความละม้ายคลายคลึง

1 เนื้อเรื่องคลายกับการ์ตูน โพคาฮอนตัส ผมเรียกมันว่า โพคาฮอนตัสฉบับอวกาศ
2 การรุกรานของมนุษย์ต่อชนพื้นเมือง นี่ขนาดปี 2154 แล้วนะ มนุษย์ก็ยังไม่ทิ้งนิสัยชอบรุกราน และแย่งเอามาของตัวเอง
3 เพลงตอน end credit ที่คล้ายกับ my heart will go on ของซิลีน ดิออน
4 เทคนิคการสวมจิตลงร่างใหม่ อ่านเจอได้ในนิยายไซไฟ เก่าๆหลายเรื่องครับ

ไม่รู้ว่าจะมีหนังของเจม คาเมรอนมาให้เราดูอีกเมื่อไหร่ ดังนั้นท่านที่เป็นแฟนเจม ทั้งแฟนพันธุ์แท้หรือไม่แท้ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
ผมคิดว่า เรื่องนี้มีหลายคนที่ดูในโรงอย่างน้อยสองรอบ


Data from WIKIPEDIA

http://en.wikipedia.org/wiki/Avatar_(2009_film)
Directed by James Cameron
Produced by James Cameron
Jon Landau
Written by James Cameron
Starring Sam Worthington
Zoë Saldaña
Stephen Lang
Michelle Rodriguez
Giovanni Ribisi
Sigourney Weaver
Music by James Horner
Cinematography Mauro Fiore
Editing by James Cameron
John Refoua
Stephen E. Rivkin
Studio Lightstorm Entertainment
20th Century Fox
Dune Entertainment
Ingenious Film Partners
Distributed by 20th Century Fox
Release date(s) London
December 10, 2009 (2009-12-10)
United Kingdom
02009-12-17 December 17, 2009
United States
02009-12-18 December 18, 2009
Running time 161 minutes[1]
Country United States
United Kingdom
Language English
Budget $237,000,000[2]
Gross revenue $27,000,000[3]

Friday, December 18, 2009

หนังสือภาพยนต์ฉบับ AVATAR ครับ

คุ้มค่าทั้งสองเล่มกับการบันทึกประวัติศาสตร์เรื่องยิ่งใหญ่จากฝีมือ เจมส์ คาเมรอน
ทั้งสองเล่มมีข้อมูลเบื้องหลังเรื่อง AVATAR เพียบเลยครับ!
STARPICS



FILMAX

The Host (2006) ไซไฟชั้นดี สัตว์ประหลาดจากแม่น้ำฮานของเกาหลี



The Host หรือ The Host (괴물, Gwoemul - "Monster") ฉายปี 2006 เป็นหนังไซไฟสัตว์ประหลาดเขมือบคนจากนักสร้างหนังสัญชาติเกาหลี หนังดูสนุก ตื่นเต้นทุกฉาก และได้อารมณ์ เทคนิคพิเศษในการสร้างสัตว์ก็ทำได้ดีเยี่ยมจนน่าทึ่งว่าเกาหลีก็เก่งไม่แพ้ฮอลลีวู้ด!


หนังนำเสนอเรื่องราวของสัตว์ประหลาดจากแม่น้ำผ่านตัวละครแบบครอบครัวได้ถึงใจและอารมณ์ ปิดจบโดยไม่ทำร้ายจิตใจคนดู
เรื่องนี้ผมให้ 5 ดาวเลยครับ


ข้อมูล
Hangul 괴물
Hanja 怪物
RR Goemul
MR Koemul
Directed by Bong Joon-ho
Produced by Choi Yong-Bae
Written by Baek Chul-hyun
Bong Joon-ho
Starring Song Kang-ho
Byeon Hee-bong
Park Hae-il
Bae Doona
Ko Ah-seong
Music by Lee Byung-woo
Cinematography Kim Hyung-ku
Editing by Kim Sun-min
Distributed by Showbox
Release date(s) South Korea:
July 27, 2006
United Kingdom:
November 10, 2006
United States:
March 9, 2007
Running time 119 min.
Country South Korea
Language Korean
English
Budget $11,000,000
Gross revenue $89,106,383 (worldwide)
ข้อมูลจาก wikipedia

Dreamcatcher (2003) ยึดฝันควบคุมความคิด

Dreamcatcher สร้างจากนิยายขายดีของนักเขียน ราชา นิยายสยองขวัญที่ชื่อ สตีเฟน คิงก์... กำกับโดย Lawrence Kasdan

Dreamcatcher เล่าเรื่องเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่มารวมตัวเพื่อไปหาเพื่อนในวัยเด็กที่เกี่ยวพันกับสิ่งมีชีวิตที่มาจาก...(อันนี้ไม่บอกครับ ต้องดูเอง) ในการที่จะจัดการมัน

เรื่องนี้ผมจัดให้เป็นหนังไซไฟที่น่าดูอีกเรื่อง ดูสนุก แปลก และไอเดียของเรื่องที่เจ๋งเข้าท่า
ผมไม่เคยอ่านนิยายครับ เพราะไม่มี version แปลเป็นภาษาไทย แต่ version ภาพยนต์สนุกมากๆ

ฉากที่ติดตาคือเหตุการณ์ฉากหนึ่งที่เกิดในห้องน้ำครับ เป็นยังไงนั้นต้องหามาดูเอง
ในเมืองไทย Dreamcatcher อาจจะไม่ทำเงินนัก แต่คอหนัง แฟนหนังของสตีเฟน คิงก์ไม่น่าจะพลาด
บางคนอาจจะไม่ชอบตอนจบ เพราะมันดูง่ายๆตลาดๆ แต่ผมว่ามันก็ลงตัวนะครับ

อยากรู้ว่ามันไซไฟยังไงก็ต้องไม่พลาดหามาชม และดูตอนจบให้ดี

Dreamcatcher ออกฉายในปี 2003 ครับ สตีเฟน คิงก์เขียนนิยายเรื่องนี้ตอนที่พักรักษาตัวจากอุบัติเหตุถูกรถแวนชนในปี 1999
เรื่องนี้ 4 ดาวเต็ม 5 ดาวครับ

Thursday, December 17, 2009

Independence Day 4 (1996) มนุษย์ต่างดาวกับยานยักษ์บุกโลก

ID4 หรือ Independence Day 4

ออกฉายครั้งแรกทั่วโลกในปี 1996 นี่คือหนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลกที่ดีที่สุด เนื่องจากขนาดของยานของมนุษย์ต่างดาวที่มีขนาดมหึมากินอาณาบริเวณของท้องฟ้าครอบคลุมเมืองหนึ่งได้สบาย และความร้ายแรงของอนุภาพการยิงลำแสงถล่มมหานครของมนุษย์ชาติ

ผมดูไปสี่รอบครับ ชอบมากๆ เพราะทึ่งที่ผู้กำกับ โรแลน แอมเมอริส (Roland Emmerich) สร้างไอเดียยานอวกาศบิ๊กเบิ้มได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
ตัวอย่างหนังโปรโมทก่อนฉายที่แปลกตา แค่ยานอวกาศปล่อยแสงใส่ทำเนียบขาว แค่นี้ก็ดึงความสนใจคนทั่วโลกได้สบายๆ

ข้อมูลDirected by Roland Emmerich
Produced by Dean Devlin
Written by Dean Devlin
Roland Emmerich
Starring Will Smith
Bill Pullman
Jeff Goldblum
Mary McDonnell
Judd Hirsch
Robert Loggia
Randy Quaid
Margaret Colin
Vivica A. Fox
Music by David Arnold
Cinematography Karl Walter Lindenlaub
Editing by David Brenner
Distributed by 20th Century Fox
Release date(s) July 2, 1996
Running time 145 min. (Theatrical)
153 min. (Special Edition)
Country United States
Language English
Budget US$70–75 million[1][2]
Gross revenue Domestic:
US$306,169,268[3]
Worldwide: US$817,400,891[3]
ข้อมูลจาก wikipedia


ท่านใดยังไม่เคยชม แนะนำให้หามาดูครับ เรื่องนี้ผมให้ห้าดาวเต็มเลยครับ
ล่าสุด โรแลน แอมเมอริส นำเสนอหายนะในรูปของแผ่นดินแยกใน 2012->คลิ๊กเพื่ออ่าน ได้อย่างสะใจและน่าทึ่งกับ special effect จนต้องอุทานออกมา "แม่เจ้าโว้ย มันสุดยอดสมจริงมาก"

The Fly (1986) เมื่อมนุษย์รวมร่างกับแมลงวัน


The Fly ในชื่อภาษาไทยว่า ไอ้แมลงวันสยองพันธุ์ผสม ออกฉายนานมากแล้วครับ จัดเป็นหนังไซไฟสยองขวัญอีกเรื่อง

ภาพติดตาในเรื่องนี้คือ ฉากกลายร่างของพระเอก (จำชื่อไม่ได้) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นแมลงวัน ฉากตอนที่เล็บหลุดติดตาอย่างที่สุด

เรื่องนี้อาจจะหาชมยากสักนิด เพราะหนังออกฉายตั้งปี 1986 แต่ในเวป bit น่าจะมี


The Fly จัดเป็นหนังไซไฟคลาสสิกอีกเรื่องที่ขึ้นทำเนียบคลาสสิกไปแล้ว จนมีภาคสองตามมาในปี 1989

ภาคแรกยังคงคลาสิก ภาคสองเป็นเรื่องของลูกชายพระเอก สารภาพตรงๆว่าผมจำเนื้อหาภาคสองไม่ได้เลย



The Fly II

เทคนิคงานเขียนเรื่องสั้น นิยายจากปู่ “เบน โบวา” (Ben Bova)

บทความนี้คัดมาจาก blog ผมที่ Pantip.com ครับ กะว่าจะเอามารวบรวมไว้ที่นี่ ที่เดียวเลย

ผมอ่านเทคนิคงานเขียนของ Ben Bova ตั้งนานแล้วครับ… เป็นบทความที่ได้จาก internet กับหนังสือวิธีเขียนเรื่องแนว Sci-fi ฉบับภาษาอังกฤษอีกเล่มหนึ่ง (ในเล่มมีการสอนเทคนิคการเขียนเรื่องแนวไซไฟสลับกับเรื่องสั้นที่นำความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ด้วย แต่ภาษาในช่วงเรื่องสั้นอ่านยากมากครับ บางเรื่องถึงขั้นอ่านไม่รู้เรื่องเลย ผมก็เลยอ่านเอาแต่เฉพาะภาคทฤษฎีการเขียน) หลังจากนั้นเซฟเก็บไว้ในเครื่อง เห็นว่าแต่เทคนิคละข้อมีประโยชน์มากและเป็นเทคนิคที่น่าสนใจ จึงอยากจะเอามาแบ่งปันให้กับผู้ที่สนใจ…


หลายท่านอาจจะไม่รู้จัก Ben Bova (ชื่อเต็มคือ Benjamin William Bova) แต่ถ้าท่านที่ชอบอ่านเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ต้องคุ้นๆชื่อของ Ben Bova ดี (เรื่องสั้นของ Ben Bova ที่แปลเป็นภาษาไทยยังไม่เคยเห็นครับ) ตอนนี้ปู่เบน อายุ 76 ปีแล้ว แต่ผลิตงานเขียนออกมาเยอะมาก เสียดายครับที่ไม่มี สนพ. ไหนของไทยที่ซื้อเรื่องที่ปู่เลนเขียนมาแปลเป็นภาษาไทยให้อ่าน

ถ้าอยากอ่านงานเขียนของปู่เบนคงต้องหาดาวโหลดเอาครับ ในเวปบิทต่างประเทศมีให้โหลดครับ

http://en.wikipedia.org/wiki/Ben_Bova

เทคนิคงานเขียนของ Ben Bova

1 นักเขียนต้องเขียนทุกวัน

“อย่างอ้างว่าไม่มีเวลาเขียนแต่จงหาเวลาเขียน” วันละหนึ่งชั่วโมงก็ยังดี แต่ขอให้นั่งที่โต๊ะทุกวัน แม้ว่าบางวันจะไม่สามารถ”วางคำ”ลงบนกระดาษได้ก็ตาม (ผมเคยได้ยินมาว่า นักเขียนบางท่านเขียนได้ประโยคเดียวในตอนเช้า และพอตอนเย็นก็ลบประโยคเดียวนั้นทิ้งซะ)

เขียนวันละหน้า เดือนหนึ่งก็ได้สามสิบหน้า พอครบปีก็จะได้หนังสือนิยายหนาๆเล่มหนึ่งเลย

การทำงานเขียนเป็นเรื่องยาก มันง่ายดายมากที่เราจะหาข้ออ้างว่าไม่อยากเขียน ดังนั้นจงหาเวลาเขียนทุกๆวัน ทำให้เป็นนิสัย เรื่องบันเทิงอื่นๆต้องมาเป็นอันดับรองจากงานเขียน

2 นักเขียนต้องอ่านหนังสือให้หลากหลายประเภท

อ่านทุกประเภท ไม่จำเป็นว่าต้องอ่านเรื่องหรือแนวที่เราสนใจเท่านั้น การอ่านหนังสือหลายประเภททำให้เรามีมุมมองที่หลากหลาย และเป็นวัตถุดิบที่ดีในการนำมาสร้างเรื่องที่จะเขียน ประเภทของหนังสือที่เราสามารถหามาอ่านได้เช่น แนวประวัติศาสตร์ นิยาย ชีวประวัติ ท่องเที่ยว หนังสือนิตยสารเกี่ยวกับการค้นพบในวงการวิทยาศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้าและที่เราสนใจ

หนังสือหรือนิตยสารเล่มไหนที่เราอ่านแล้วรู้สึกสนุกในครั้งแรก ให้เราลองกลับไปอ่านอีกรอบแต่ครั้งนี้ให้พยายามดูว่าผู้เขียนใช้กลวิธีหรือเทคนิคในการนำเสนออย่างไร อะไรทำให้เรารู้สึกว่าอ่านแล้วสนุก จดโน๊ตหรือจำเอาไว้เพื่อเอาไปใช้

“เราจะเรียนรู้ได้จากการอ่านและวิเคราะห์สิ่งที่อ่านเพื่อนำไปใช้กับงานเขียนของเรา”

3 เขียนเกี่ยวกับคนที่เรารู้จัก

คำแนะนำสำหรับนักเขียนใหม่ที่เรามักได้ยินเสมอคือ เขียนในสิ่งที่เรารู้ เป็นคำแนะนำที่ดีเพราะมันเป็นเรื่องยากที่เราจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางข้ามทะเลทรายถ้าเราไม่เคยเดินทางข้ามทะเลทรายมาก่อน จริงๆแล้วเราอาจจะหาข้อมูลจากการอ่านได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประสบการณ์โดยตรงของเราเอง (ความคิดเห็นของผมเอง : นอกจากว่าเราต้องค้นคว้าอย่างหนักเพื่อเขียนในสิ่งที่เราไม่มีความรู้หรือไม่เชี่ยวชาญ)

การเขียนเกี่ยวกับคนที่เรารู้จัก เพราะตัวละครเป็นหัวใจของนิยายทุกเรื่อง เรื่องที่ดีต้องเริ่มจากตัวละครก่อน ตัวละครที่สร้างขึ้นมาแล้วดูน่าเชื่อถือ สามารถทำให้เรื่องของเราน่าเชื่อถือด้วย แล้วจะสร้างตัวละครจากไหน?

ตัวละครได้มาจากคนที่อยู่รอบๆตัวเรา นักเขียนควรจะสร้างตัวละครขึ้นมาจากต้นแบบที่เป็นคนจริงๆผสมผสานจินตนาการลงไป สร้างตัวละครขึ้นมาจากคนหลายๆคนที่เรารู้จัก ไม่จำเป็นต้องมาจากคนๆเดียวเท่านั้น นักเขียนบางท่านก็สร้างตัวละครขึ้นมาโดยใช้ตัวเองเป็นต้นแบบและนำลักษณะอื่นๆเช่นนิสัย การกระทำของคนที่อยู่รอบๆตัวเข้ามาผสมผสานจนกลายเป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวา และน่าเชื่อถือ

จงมองผู้คนที่รายล้อมรอบตัวเรา…มองให้เห็นความรักของพวกเขาเหล่านั้น ความสนุกร่าเริง ปัญหาของพวกเขา ความกลัว ความหวัง ทั้งหมดนี้คือวัตถุดิบที่คุณสามารถนำมาใช้ในงานเขียนหรือนิยายของคุณได้


4 เทคนิคการสร้างเรื่องเพื่อเขียนเป็นนิยาย หรือเรื่องสั้น

นิยายหรือเรื่องสั้นจะเกิดขึ้นได้จาก การที่เรามี”ตัวละคร”กับ”ปัญหา”ที่ตัวละครเราต้องเจอ…มีแค่นี้เองครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนมากกว่านี้ ถึงแม้ว่าคุณจะสามารถสร้างฉาก เขียนบรรยายประโยคซะสวยหรูหรือสร้างตัวละครได้สมจริงมากแค่ไหน แต่ถ้าเรื่องของคุณ ไม่มี”ตัวละครกับปัญหาที่ตัวละครต้องผจญ” เรื่องของคุณจะถูกปฎิเสธจากบรรณาธิการทันทีครับ ดังนั้นท่องไว้ในใจครับว่า “ตัวละคร+ปัญหา=เรื่องที่จะเล่า” เขียนเป็นสมการง่ายๆแบบนี้แหล่ะครับ…อ่านต่อคลิ๊ก More…


ตัวละครหลักที่เป็นตัวดำเนินเรื่อง (ไม่ว่าจะเป็นตัวละครผู้หญิงหรือผู้ชาย) จะเรียกว่า “ตัวเอก” หรือภาษาอังกฤษคือ protagonist
จงสร้างตัวละครที่สมจริงครับ เพราะคนอ่านเวลาอ่านนิยายของเราเขาอยากจะเป็นตัวละครในนิยายที่อ่าน (ภาษาชาวบ้านท้ายตลาดเรียกว่า “อิน” กับเรื่องครับ) ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครให้ไปอยู่ในใจผู้อ่านได้ เมื่อตัวละครเราโศกเศร้า ผู้อ่านก็จะเศร้าตาม ตัวละครหัวเราะหรือดีใจผู้อ่านก็จะเกิดอารมณ์แบบนั้นตามไปด้วย

จงสร้างตัวละครให้มีปมปัญหาในใจ เพราะผู้อ่านจะรู้สึกสงสารตัวละครตัวนั้นไปด้วย “สร้างตัวละครให้เขามีด้านที่อ่อนแอแทนที่จะมีด้านที่แกร่งแต่เพียงอย่างเดียว” โดยปกติแล้ว คนอ่านจะไม่รู้สึกอะไรถ้าตัวละครของเราไม่มีด้านที่อ่อนแอเลย (ภาษาชาวบ้านอีกแล้ว…เรียกว่า ไม่มีใครดีพร้อม เก่งไปซะหมด แม้แต่ซุปเปอร์ฮีโร่ในการ์ตูนของ Marvell เองก็ตามครับ ก็ต้องมีจุดอ่อน อย่างพี่ซุปเปอร์แมนสุดหล่อของเราก็แพ้แท่งคลิปโตไนซ์)

คราวนี้ขั้นตอนล่ะจะทำยังไง การที่จะให้ตัวละครเราตกที่นั่งลำบากโดยจงใจ (จากฝีมือนักเขียนนี่แหล่ะ) มันมีวิธีครับ…ดังนี้เลย

เริ่มจาก “ใส่ปัญหาภายใน (ภายในใจตัวละครเช่น ปมด้อยเรื่องที่เป็นคนโมโหร้าย คิดมาก คิดช้า จนไม่มีใครอยากคบด้วย) และภายนอกให้กับตัวละคร” ปัญหาภายนอกก็เช่นเพื่อนร่วมงานไม่ชอบการวางท่าวางทางของเขา อิจฉาความสามารถของเขาจนคิดจะกำจัดเขา (เว่อร์ไปนิดแต่ก็โอเคอยู่) ตัวละครที่มีปัญหาหรือความขัดแย้ง (conflict) กับตัวเอกเราเรียกตัวละครตัวนั้นว่า antagonist หรือแปลตรงแบบภาษาชาวบ้านว่า “ตัวโกง ปรปักษ์ ศัตรู” อะไรก็แล้วแต่สะดวกจะเรียก

จากนั้นพอเราเตรียมข้างต้นได้ เราก็ทำให้ (เขียน) ปัญหาภายนอกเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้ปัญหาภายในใจตัวเอกทวีความรุนแรงตามไปด้วย ทำให้ตัวเอกรู้สึกว่ารันทดกับชีวิตและยากเย็นเหลือเกินที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวที่เกิดจากตัวละครที่เป็นตัวปรปักษ์ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ตัวเอกสามารถแก้ไขปัญหาภายนอกดังกล่าวได้ ปัญหาภายในใจของเขาก็จะถูกแก้ตามไปด้วย…เช่น ถ้าตัวเอกกำจัดตัวโกงได้ ก็จะไม่ใครมาคอยล้อเลียนเรื่องเขาปากเหม้นอีกต่อไปและปมด้อยเรื่องปากเหม็นก็จะไม่มีอีก” ….นี่คือสิ่งที่สำคัญสำหรับการสร้างเรื่องขึ้นมาครับ

ดังนั้นท่านใดที่เขียนเรื่องทิ้งไว้รอแก้ไข หรือกำลังเขียนเรื่องอยู่ ลองหยุดสักครู่แล้วมองไปที่เรื่องเขียนของเราว่า มีสิ่งที่กล่าวมานี้หรือเปล่า ต่อที่เทคนิคข้อที่ 5 เลยดีกว่า

5 ไม่มีวายร้ายแบบฮาร์ดคอร์100%ในโลกนิยายหรือวรรณกรรม…

ไม่มีวายร้ายหรือ Villain ในนิยาย…

จากเทคนิคข้อสี่ที่เราได้เรียนรู้ สังเกตเห็นว่าปู่เบน โบวาไม่ได้ใช้คำว่าตัวร้าย แทนคำว่า ปรปักษ์หรือศัตรู เพราะในชีวิตจริง (ทางโลกของวรรณกรรม) “ไม่มีใครเป็นตัวร้ายโดยสมบูรณ์แบบ” นั่นหมายความว่า ตัวละครก็ต้องมีสองด้านคือด้านดีและด้านร้ายด้วย และไม่มีใคร (มนุษย์) เลวร้ายถึงขั้นเรียกว่า ปีศาจ ไปได้

ในโลกของนิยายและเรื่องแต่ง มีเพียงแค่ตัวเอกของเรื่องถูกปัญหารุมเร้า และตัวเอกจะต้องแก้ปัญหาเพื่อให้ไปสู่อิสระภาพภายในจิตใจตัวเองและภายนอกกาย นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถเขียนเรื่อง แฮมเล็ต (ไม่ใช่หนูแฮมเตอร์นะครับ…โน๊ตผู้เขียน) จากมุมมองหรือ viewpoint ของ Claudius ซึ่งเป็นกษัติย์ที่สังหารบิดาของแฮมเล็ต และก็แต่งงานกับแม่แฮมเล็ตซะเอง (โอ๊แม่เจ้า…มันร้ายจริงๆ) เราอาจจะเขียนเรื่องจากมุมมองของ Claudius ที่หลงรักภรรยาของน้องชายตัวเอง และกล้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวภรรยาซึ่งเป็นแฟนของน้องชายมาครอบครองให้ได้…แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตัว Claudius ก็ไม่ใช่ตัวร้าย 100% เพราะมันก็มีส่วนดีบ้างล่ะน่า
คราวหน้าจะมาต่อตอนที่ 6 นะครับ